Tomato plant

มะเขือเทศ เป็นพืชผักสวนครัวที่ปลูกได้ไม่ยาก สามารถปลูกได้ทั้งในแปลง กระถาง หรือภาชนะขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับปลูกไว้รับประทานภายในบ้าน

เพราะนอกจากจะนำผลสดมาประกอบอาหารได้หลากหลายแล้ว ยังสามารถเก็บผลผลิตต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง หากได้รับแสงแดด น้ำ ปุ๋ย และการดูแลอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การปลูกมะเขือเทศให้แข็งแรงและติดผลดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการให้น้ำและใส่ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่ปลูก การระบายน้ำ การทำค้าง การตัดแต่งต้น รวมถึงการสังเกตโรคและแมลงศัตรูพืชตั้งแต่ระยะแรก เพราะมะเขือเทศเป็นพืชที่อาจพบปัญหาเพลี้ย หนอน แมลงหวี่ขาว เชื้อรา และโรคจากไวรัสได้ค่อนข้างง่าย

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับมะเขือเทศ

  • ชื่อสามัญ: Tomato
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Solanum lycopersicum
  • วงศ์: Solanaceae
  • ประเภท: พืชผักล้มลุก
  • แสงแดด: อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน
  • การให้น้ำ: ต้องการความชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรให้น้ำขัง
  • ดินที่เหมาะสม: ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี
  • ค่า pH ที่เหมาะสม: ประมาณ 6.0-6.8
  • ระยะเก็บเกี่ยว: ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยทั่วไปเริ่มเก็บผลได้ประมาณ 60-100 วันหลังย้ายปลูก

สายพันธุ์มะเขือเทศที่นิยมปลูก

มะเขือเทศมีหลายสายพันธุ์และมีลักษณะการเจริญเติบโตแตกต่างกัน การเลือกพันธุ์จึงควรพิจารณาจากพื้นที่ปลูกและวัตถุประสงค์การใช้งาน

1. มะเขือเทศเชอร์รี

ผลขนาดเล็ก มีรสหวานอมเปรี้ยว นิยมรับประทานสด ปลูกในกระถางได้ง่ายและมักให้ผลผลิตจำนวนมาก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นปลูกมะเขือเทศ

2. มะเขือเทศผลใหญ่

ให้ผลขนาดกลางถึงใหญ่ เหมาะสำหรับทำอาหาร แซนด์วิช สลัด หรือซอส ต้องการพื้นที่และค้างพยุงต้นมากกว่ามะเขือเทศเชอร์รี

3. มะเขือเทศสีดา

เป็นพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ผลมีขนาดไม่ใหญ่มาก เนื้อแน่น มีรสเปรี้ยว เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ ต้มยำ และยำต่าง ๆ

มะเขือเทศควรปลูกช่วงไหน

มะเขือเทศชอบอากาศอบอุ่นและมีแสงแดดเพียงพอ ในประเทศไทยสามารถปลูกได้เกือบตลอดปี แต่ช่วงที่อากาศไม่ร้อนหรือมีฝนตกหนักเกินไปมักทำให้ต้นเจริญเติบโตและติดผลได้ดีกว่า

ช่วงฤดูฝนควรระวังเรื่องความชื้นสูง โรคเชื้อรา และน้ำขัง ส่วนช่วงอากาศร้อนจัดอาจทำให้ดอกร่วงและติดผลได้น้อยลง จึงควรเลือกตำแหน่งที่มีอากาศถ่ายเทและได้รับแสงแดดในช่วงเช้าเป็นหลัก

การเตรียมดินสำหรับปลูกมะเขือเทศ

มะเขือเทศต้องการดินที่โปร่ง ร่วนซุย และระบายน้ำได้ดี รากไม่ควรแช่อยู่ในดินเปียกเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดโรครากเน่า

ตัวอย่างส่วนผสมดินปลูก:

  • ดินร่วน 2 ส่วน
  • ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน
  • กาบมะพร้าวสับหรือวัสดุช่วยระบายน้ำ 1 ส่วน
  • แกลบดำหรือเพอร์ไลท์เล็กน้อย เพื่อช่วยให้ดินโปร่ง

ไม่ควรใช้ปุ๋ยคอกสด เพราะอาจเกิดความร้อนหรือมีเชื้อโรคที่ส่งผลต่อระบบรากได้

วิธีเพาะเมล็ดมะเขือเทศ

  1. เตรียมถาดเพาะหรือกระถางขนาดเล็กที่มีรูระบายน้ำ
  2. ใส่วัสดุเพาะเมล็ดที่โปร่ง เช่น พีทมอส หรือดินเพาะเมล็ดสำเร็จรูป
  3. หยอดเมล็ดลึกประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร
  4. กลบดินบาง ๆ และรดน้ำด้วยหัวฉีดฝอย
  5. วางในบริเวณที่มีแสงสว่างแต่หลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วงแรก
  6. รักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ โดยไม่ให้วัสดุเพาะแฉะ

โดยทั่วไปเมล็ดมะเขือเทศจะเริ่มงอกภายในประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ อุณหภูมิ และความสดของเมล็ด

เมื่อไรควรย้ายต้นกล้ามะเขือเทศ

เมื่อต้นกล้ามีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ และลำต้นเริ่มแข็งแรง สามารถย้ายปลูกลงกระถางหรือแปลงปลูกได้

ก่อนย้ายปลูกประมาณ 3-7 วัน ควรค่อย ๆ นำต้นกล้าออกไปรับแสงแดดและลมภายนอกเพิ่มขึ้น เพื่อให้ต้นปรับตัวก่อนย้ายลงพื้นที่จริง

วิธีปลูกมะเขือเทศในกระถาง

สำหรับมะเขือเทศทั่วไป ควรเลือกกระถางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตรขึ้นไป และมีความลึกเพียงพอให้รากเจริญเติบโต

  1. ตรวจสอบให้กระถางมีรูระบายน้ำ
  2. ใส่ดินปลูกที่เตรียมไว้ประมาณ 2 ใน 3 ของกระถาง
  3. นำต้นกล้าออกจากถุงหรือถาดเพาะอย่างระมัดระวัง
  4. ปลูกต้นกล้าให้ลึกกว่าระดับเดิมเล็กน้อย เพราะส่วนลำต้นที่สัมผัสดินสามารถสร้างรากใหม่ได้
  5. กลบดินและกดเบา ๆ ให้ต้นตั้งตรง
  6. รดน้ำให้ชุ่มหลังปลูก
  7. ติดไม้ค้างหรือโครงพยุงต้นตั้งแต่ต้นยังเล็ก

ระยะปลูกมะเขือเทศในแปลง

หากปลูกในแปลง ควรเว้นระยะระหว่างต้นประมาณ 40-60 เซนติเมตร หรือมากกว่านั้นตามขนาดของสายพันธุ์ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดีและลดความเสี่ยงจากโรคเชื้อรา

มะเขือเทศต้องการแสงแดดเท่าไร

มะเขือเทศเป็นพืชที่ชอบแสงแดด ควรได้รับแสงอย่างน้อยประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวัน หากได้รับแสงไม่เพียงพอ ต้นมักยืด ใบมีสีเขียวอ่อน ออกดอกน้อย และติดผลไม่ดี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะบริเวณที่ได้รับแสงแดดช่วงบ่ายเป็นเวลานาน อาจใช้ตาข่ายพรางแสงประมาณ 20-30% ช่วยลดความร้อนในช่วงที่อุณหภูมิสูงมากได้

วิธีรดน้ำต้นมะเขือเทศ

หลักสำคัญคือควรรักษาความชื้นของดินให้สม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ดินแห้งจัดแล้วรดน้ำจำนวนมากทันที เพราะการเปลี่ยนแปลงความชื้นอย่างรวดเร็วอาจทำให้ผลแตกหรือเกิดปัญหาปลายผลเน่าได้

  • รดน้ำในช่วงเช้าเป็นหลัก
  • รดบริเวณโคนต้นและหลีกเลี่ยงการทำให้ใบเปียกเป็นประจำ
  • ตรวจสอบความชื้นของดินก่อนรดน้ำ
  • ฤดูร้อนอาจต้องรดน้ำบ่อยขึ้น โดยเฉพาะมะเขือเทศที่ปลูกในกระถาง
  • ฤดูฝนควรลดการรดน้ำและตรวจสอบการระบายน้ำ

วิธีใส่ปุ๋ยมะเขือเทศ

ระยะต้นกล้าและสร้างใบ

หลังย้ายปลูกประมาณ 1-2 สัปดาห์ สามารถเริ่มให้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือปุ๋ยอินทรีย์ในปริมาณไม่มาก เพื่อช่วยให้ระบบรากและลำต้นแข็งแรง

ระยะเริ่มออกดอก

เมื่อมะเขือเทศเริ่มออกดอก ควรลดการให้ไนโตรเจนมากเกินไป และเลือกปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูงขึ้นเพื่อส่งเสริมการออกดอกและการพัฒนาของผล

หากได้รับไนโตรเจนมากเกินไป อาจทำให้ต้นแตกใบจำนวนมาก แต่มีดอกและผลน้อย

ทำไมมะเขือเทศควรมีค้าง

ต้นมะเขือเทศหลายสายพันธุ์มีลำต้นค่อนข้างอ่อน เมื่อเริ่มมีผลจำนวนมาก น้ำหนักของผลอาจทำให้กิ่งหักหรือต้นล้มได้ การใช้ไม้ค้างหรือโครงพยุงจึงช่วยให้ต้นตั้งตรง อากาศถ่ายเทดี และผลไม่สัมผัสดิน

ควรมัดต้นกับค้างอย่างหลวม ๆ โดยใช้เชือกนุ่ม เพื่อไม่ให้เสียดสีหรือรัดลำต้นจนเกิดบาดแผล

ควรตัดแต่งมะเขือเทศหรือไม่

มะเขือเทศบางสายพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ที่เจริญเติบโตต่อเนื่อง สามารถตัดแต่งกิ่งแขนงที่เกิดบริเวณซอกใบออกบางส่วน เพื่อควบคุมทรงพุ่มและช่วยให้อากาศถ่ายเท

ใบที่อยู่ใกล้พื้นดิน ใบเหลือง หรือใบที่มีอาการของโรค ควรตัดออกด้วยกรรไกรที่สะอาด และไม่ควรปล่อยเศษใบที่เป็นโรคไว้บริเวณโคนต้น

วิธีช่วยให้มะเขือเทศติดผลดีขึ้น

  • ให้ต้นได้รับแสงแดดเพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการให้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป
  • รักษาความชื้นของดินให้สม่ำเสมอ
  • ให้อากาศถ่ายเทรอบต้น
  • ในพื้นที่ที่แมลงผสมเกสรมีน้อย สามารถเขย่าช่อดอกเบา ๆ ในช่วงสายเพื่อช่วยกระจายละอองเกสร
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูงจัดในช่วงออกดอก

ศัตรูพืชที่พบบ่อยในมะเขือเทศ

1. เพลี้ยอ่อน

เพลี้ยอ่อนมักเกาะบริเวณยอดอ่อนและใต้ใบ ดูดน้ำเลี้ยงจนใบหงิกงอ ยอดชะงัก และอาจมีมดขึ้นตามต้น

วิธีป้องกันและกำจัด:

  • ตรวจดูใต้ใบและยอดอ่อนเป็นประจำ
  • ใช้น้ำฉีดไล่เมื่อพบในปริมาณน้อย
  • ตัดส่วนที่มีเพลี้ยจำนวนมากออก
  • สามารถใช้สารสกัดสะเดาหรือผลิตภัณฑ์สำหรับกำจัดแมลงตามคำแนะนำบนฉลาก

2. แมลงหวี่ขาว

แมลงหวี่ขาวมักเกาะอยู่ใต้ใบ เมื่อเขย่าต้นจะเห็นแมลงสีขาวตัวเล็กบินออกมาเป็นจำนวนมาก สามารถดูดน้ำเลี้ยงและเป็นพาหะนำโรคไวรัสบางชนิดได้

วิธีป้องกัน:

  • ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง
  • รักษาพื้นที่รอบต้นให้สะอาดและไม่มีวัชพืชมากเกินไป
  • ตรวจใต้ใบเป็นประจำ
  • หากพบต้นที่สงสัยว่าเป็นโรคไวรัสรุนแรง ควรแยกออกจากต้นอื่น

3. หนอนกัดกินใบและผล

หนอนบางชนิดสามารถกัดกินใบ ดอก หรือเจาะเข้าไปในผล ทำให้ผลเสียหายและเกิดเชื้อโรคแทรกซ้อนได้

วิธีป้องกัน:

  • ตรวจดูใบและผลเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงเย็น
  • เก็บหนอนและไข่ออกจากต้นเมื่อพบ
  • ใช้ตาข่ายป้องกันแมลงหากปลูกในพื้นที่ขนาดเล็ก
  • หากจำเป็น สามารถใช้ชีวภัณฑ์ เช่น Bacillus thuringiensis หรือ Bt ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์

4. เพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟมีขนาดเล็กมาก มักทำลายยอด ใบ และดอก ทำให้ใบมีรอยผิดปกติ ดอกเสียหาย และยังสามารถเป็นพาหะนำโรคไวรัสบางชนิดได้

ควรควบคุมวัชพืช ตรวจยอดอ่อนเป็นประจำ และใช้กับดักกาวเหนียวช่วยตรวจจำนวนแมลง

โรคที่พบบ่อยในต้นมะเขือเทศ

1. โรคใบจุดและใบไหม้จากเชื้อรา

อาการอาจเริ่มจากจุดสีน้ำตาลบนใบ จากนั้นขยายตัวจนใบเหลือง แห้ง และร่วง โดยมักเกิดง่ายในช่วงที่มีความชื้นสูงหรือใบเปียกเป็นเวลานาน

วิธีป้องกัน:

  • เว้นระยะต้นให้เหมาะสม
  • ตัดใบด้านล่างออกบางส่วนเพื่อเพิ่มการถ่ายเทอากาศ
  • หลีกเลี่ยงการรดน้ำจากด้านบนจนใบเปียก
  • ตัดและทำลายใบที่มีอาการ
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์ก่อนใช้กับต้นอื่น

2. โรครากเน่าและโคนเน่า

มักพบเมื่อดินระบายน้ำไม่ดี มีน้ำขัง หรือรดน้ำมากเกินไป ต้นอาจเหี่ยวทั้งที่ดินยังเปียก โคนต้นมีสีน้ำตาล และระบบรากเสียหาย

การป้องกันที่ดีที่สุดคือใช้ดินโปร่ง มีรูระบายน้ำเพียงพอ และไม่รดน้ำจนดินแฉะตลอดเวลา

3. โรคไวรัสใบหงิกหรือใบด่าง

ต้นที่ติดไวรัสอาจมีอาการใบหงิก ใบเล็กผิดปกติ ใบด่าง ต้นแคระแกร็น และติดผลน้อย โรคไวรัสบางชนิดสามารถแพร่กระจายผ่านแมลง เช่น แมลงหวี่ขาวหรือเพลี้ยไฟ

โดยทั่วไปโรคไวรัสไม่มีวิธีรักษาให้ต้นกลับเป็นปกติ จึงควรป้องกันแมลงพาหะ และหากพบต้นที่มีอาการรุนแรงควรแยกออก เพื่อลดโอกาสแพร่ไปยังต้นอื่น

ปัญหาปลายผลมะเขือเทศดำหรือเน่า

หากบริเวณปลายผลด้านตรงข้ามขั้วเกิดรอยสีน้ำตาลหรือดำและยุบตัว ปัญหานี้มักเรียกว่า Blossom End Rot ซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่ผลได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในระหว่างการเจริญเติบโต

อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญมักไม่ได้เกิดจากดินขาดแคลเซียมเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการให้น้ำไม่สม่ำเสมอ ระบบรากเสียหาย หรือความเข้มข้นของปุ๋ยสูงจนรากดูดน้ำและแคลเซียมได้ไม่ดี

แนวทางป้องกัน:

  • รักษาความชื้นของดินให้สม่ำเสมอ
  • ไม่ปล่อยให้ดินแห้งจัด
  • หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยเข้มข้นเกินไป
  • คลุมหน้าดินเพื่อลดการระเหยของน้ำ
  • ดูแลระบบรากไม่ให้เสียหาย

ปัญหามะเขือเทศผลแตก

ผลแตกมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของน้ำในต้นอย่างรวดเร็ว เช่น ปล่อยให้ดินแห้งเป็นเวลานานแล้วได้รับน้ำจำนวนมากจากการรดน้ำหรือฝนตกหนัก

วิธีลดปัญหาคือรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ คลุมหน้าดิน และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้ต้นขาดน้ำเป็นเวลานาน

วิธีป้องกันศัตรูพืชมะเขือเทศแบบลดการใช้สารเคมี

หลักสำคัญของการปลูกมะเขือเทศให้แข็งแรงคือการป้องกันก่อนเกิดการระบาด โดยใช้แนวทางหลายวิธีร่วมกัน

  1. ตรวจต้นเป็นประจำ โดยเฉพาะใต้ใบ ยอด และผลอ่อน
  2. รักษาความสะอาด กำจัดใบเป็นโรค ผลเสีย และวัชพืชรอบแปลง
  3. ปลูกให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทและลดความชื้น
  4. ใช้กับดักกาวเหนียว สำหรับเฝ้าระวังแมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟ และแมลงบินขนาดเล็ก
  5. ใช้ตาข่ายกันแมลง ในพื้นที่ที่สามารถควบคุมได้
  6. หมุนเวียนพื้นที่ปลูก หลีกเลี่ยงการปลูกมะเขือเทศ พริก มะเขือ หรือพืชในวงศ์เดียวกันซ้ำที่เดิมเป็นเวลานาน
  7. เลือกต้นพันธุ์แข็งแรง ไม่ใช้ต้นกล้าที่มีอาการใบด่าง ใบหงิก หรือแมลงระบาด
  8. ใช้ชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม ตามชนิดของศัตรูพืชและคำแนะนำบนฉลาก

ควรฉีดสารป้องกันแมลงตอนไหน

ไม่ควรฉีดสารกำจัดแมลงโดยไม่จำเป็น ควรตรวจสอบก่อนว่าแมลงที่พบคือชนิดใด และมีจำนวนมากพอที่จะสร้างความเสียหายหรือไม่

หากจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ควรปฏิบัติตามฉลากอย่างเคร่งครัด รวมถึงอัตราการใช้ ระยะเว้นก่อนเก็บเกี่ยว และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล

หลีกเลี่ยงการฉีดพ่นช่วงที่ผึ้งหรือแมลงผสมเกสรกำลังทำงาน และไม่ควรผสมสารหลายชนิดเข้าด้วยกันเองหากฉลากไม่ได้ระบุว่าสามารถใช้ร่วมกันได้

สัญญาณว่าต้นมะเขือเทศกำลังมีปัญหา

  • ใบเหลืองด้านล่าง: อาจเกิดจากใบแก่ ความชื้นมากเกินไป หรือธาตุอาหารไม่สมดุล
  • ใบหงิก: อาจเกิดจากอากาศร้อน แมลง หรือโรคไวรัส
  • ต้นยืด: มักได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ
  • ดอกร่วง: อาจเกิดจากอากาศร้อนจัด น้ำไม่สม่ำเสมอ หรือปุ๋ยไนโตรเจนสูง
  • ไม่ติดผล: แสงน้อย อุณหภูมิไม่เหมาะสม หรือการผสมเกสรไม่สมบูรณ์
  • ปลายผลดำ: มักสัมพันธ์กับการดูดแคลเซียมและการให้น้ำไม่สม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยวมะเขือเทศ

มะเขือเทศสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อผลเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีของพันธุ์นั้น ๆ เช่น แดง ส้ม หรือเหลือง

หากต้องการเก็บไว้หลายวัน สามารถเก็บในระยะที่ผลเริ่มเปลี่ยนสีแล้วนำไปพักให้สุกต่อภายในบ้านได้ ส่วนมะเขือเทศที่ต้องการรสชาติและความหอมสูง สามารถปล่อยให้สุกบนต้นมากขึ้นก่อนเก็บ

ควรใช้กรรไกรสะอาดตัดบริเวณขั้ว แทนการดึงแรง ๆ เพราะอาจทำให้กิ่งหรือช่อผลเสียหาย

สรุปวิธีปลูกมะเขือเทศให้แข็งแรงและติดผลดก

การปลูกมะเขือเทศให้ได้ผลผลิตดี ควรเริ่มจากการเลือกพันธุ์ที่เหมาะกับพื้นที่ ใช้ดินโปร่งระบายน้ำดี ให้แสงแดดอย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน รดน้ำสม่ำเสมอ และให้ปุ๋ยตามระยะการเจริญเติบโต

นอกจากนี้ การทำค้าง ตัดแต่งใบให้ต้นโปร่ง และตรวจสอบใต้ใบหรือยอดอ่อนเป็นประจำ จะช่วยให้ตรวจพบเพลี้ย หนอน แมลงหวี่ขาว และโรคต่าง ๆ ตั้งแต่ระยะแรก หากดูแลต้นให้แข็งแรงและจัดการสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม ก็สามารถลดปัญหาโรคและศัตรูพืช พร้อมเพิ่มโอกาสให้มะเขือเทศออกดอกและติดผลได้อย่างต่อเนื่อง

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปลูกมะเขือเทศ

1. มะเขือเทศต้องรดน้ำทุกวันหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าต้องรดทุกวัน ควรตรวจสอบความชื้นของดินเป็นหลัก หากผิวดินเริ่มแห้งจึงค่อยรดน้ำ โดยมะเขือเทศที่ปลูกในกระถางอาจแห้งเร็วกว่าต้นที่ปลูกในแปลง สิ่งสำคัญคือควรรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอและไม่ให้น้ำขัง

2. ทำไมมะเขือเทศออกดอกเยอะแต่ไม่ติดผล?

สาเหตุอาจเกิดจากอากาศร้อนจัด แสงแดดไม่เพียงพอ การให้น้ำไม่สม่ำเสมอ ได้รับปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป หรือการผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ควรปรับสภาพแวดล้อมและสามารถเขย่าช่อดอกเบา ๆ ในช่วงสายเพื่อช่วยการกระจายของละอองเกสร

3. ป้องกันแมลงและโรคในต้นมะเขือเทศอย่างไรโดยไม่ใช้สารเคมีมาก?

ควรเริ่มจากตรวจต้นเป็นประจำ รักษาแปลงให้สะอาด ปลูกไม่ให้แน่นเกินไป ตัดใบเป็นโรคออก ใช้กับดักกาวเหนียวและตาข่ายกันแมลง รวมถึงเลือกใช้ชีวภัณฑ์ที่เหมาะกับศัตรูพืช การป้องกันตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้สารเคมีได้มาก