กรุงเทพมหานคร กำลังโหลดข้อมูลสภาพอากาศ...
--°C
รู้สึกเหมือน--°C
ความชื้น--%
โอกาสฝน--%
ความเร็วลม-- กม./ชม.
🌱 คำแนะนำ: กำลังประเมินสภาพอากาศสำหรับการดูแลต้นไม้
ข้อมูลจาก Open-Meteo
🌿 Plant Clinic

ต้นไม้มีปัญหา? เริ่มวิเคราะห์ที่นี่

ใบเหลือง ใบหงิก ไม่แตกยอด รากเน่า ใบเป็นจุด ต้นโทรม หรือมีแมลง เลือกอาการและสภาพแวดล้อมที่พบ เพื่อให้ Plant Clinic ช่วยวิเคราะห์สาเหตุเบื้องต้นและแนะนำสิ่งที่ควรตรวจต่อ

ใช้งานฟรี • ไม่ต้องสมัครสมาชิก • วิเคราะห์จากอาการ แสง น้ำ ดิน การระบายน้ำ และสภาพแวดล้อม
วิเคราะห์ง่าย ๆ ใน 4 ขั้นตอน
1เลือกอาการที่พบกับต้นไม้
2ระบุแสง น้ำ ดิน และบริเวณปลูก
3ตรวจข้อมูลแมลงและระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ
4ดูสาเหตุที่เป็นไปได้และแนวทางแก้เบื้องต้น

ข่า วิธีปลูกและดูแลให้แตกกอดี พร้อมประโยชน์และวิธีเก็บเหง้า

ต้นข่าในกระถาง

ข่า เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสเผ็ดร้อน นิยมใช้เหง้าเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะต้มข่าไก่ ต้มยำ น้ำพริก เครื่องแกง และอาหารพื้นบ้าน

นอกจากนี้ยอดอ่อนและดอกอ่อนของข่าบางพื้นที่ยังนำมารับประทานเป็นผักได้อีกด้วย

ข่าเป็นพืชที่เหมาะกับการปลูกไว้กินเองที่บ้าน เพราะเมื่อปลูกจนตั้งกอได้แล้ว สามารถแตกหน่อและขยายเหง้าต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องปลูกใหม่ทุกครั้งที่เก็บผลผลิต หากมีพื้นที่ข้างบ้านหรือสวนครัว สามารถปลูกลงดินได้ ส่วนบ้านที่มีพื้นที่จำกัดก็สามารถทดลองปลูกในกระถางขนาดใหญ่ได้เช่นกัน

การปลูกข่าไม่ยุ่งยาก แต่สิ่งสำคัญคือ ดินต้องร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุ และไม่ปล่อยให้เหง้าแช่น้ำ เมื่อดูแลเรื่องแสง น้ำ ปุ๋ย และพื้นที่สำหรับขยายกออย่างเหมาะสม ข่าจะสามารถแตกหน่อและสร้างเหง้าใต้ดินให้เราทยอยเก็บมาใช้ในครัวได้

ข่า คืออะไร

ข่าเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีที่มีเหง้าเจริญอยู่ใต้ดิน อยู่ในวงศ์เดียวกับขิง ขมิ้น กระชาย และพืชกลุ่มเครื่องเทศอีกหลายชนิด

  • ชื่อไทย: ข่า
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Alpinia galanga (L.) Willd.
  • ชื่อภาษาอังกฤษ: Galangal, Greater Galangal
  • วงศ์: Zingiberaceae
  • ประเภท: พืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน
  • ส่วนที่นิยมใช้: เหง้า ยอดอ่อน และดอกอ่อนในบางพื้นที่
  • การขยายพันธุ์: แบ่งเหง้าหรือแยกหน่อ

ลักษณะของต้นข่า

ต้นข่ามีลักษณะเป็นกอ ลำต้นที่เราเห็นเหนือดินเป็นลำต้นเทียม เกิดจากกาบใบซ้อนกันขึ้นมา ต้นที่สมบูรณ์สามารถสูงได้ประมาณ 1–3 เมตรหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม

ใบเป็นใบเดี่ยว สีเขียว รูปเรียวยาว ออกสลับกันตามลำต้น เมื่อขยี้ใบหรือส่วนของต้นจะมีกลิ่นหอมเฉพาะของพืชในกลุ่มขิง

ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ เหง้าใต้ดิน ซึ่งจะแตกแขนงออกไปด้านข้างและสร้างหน่อใหม่ขึ้นมา เหง้าอ่อนมีเนื้อค่อนข้างนุ่มและมีกลิ่นหอม ส่วนเหง้าที่แก่ขึ้นจะมีเส้นใยมากและแข็งกว่า

ข่ากับขิงต่างกันอย่างไร

ขิงและข่า

แม้ว่าข่าและขิงจะอยู่ในวงศ์เดียวกัน และใช้ส่วนเหง้าในการประกอบอาหารเหมือนกัน แต่มีลักษณะและกลิ่นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ข่า

  • เหง้าค่อนข้างแข็ง
  • กลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว
  • รสเผ็ดร้อนแต่แตกต่างจากขิง
  • นิยมใส่ต้มข่า ต้มยำ เครื่องแกง และน้ำพริก

ขิง

  • เหง้ามักมีข้อและแตกแขนงชัดเจน
  • เนื้อฉ่ำกว่าข่าเมื่อยังอ่อน
  • มีกลิ่นและความเผ็ดร้อนแบบขิง
  • นิยมใช้ผัด ต้ม ดอง หรือทำเครื่องดื่ม

ประโยชน์ของข่าในด้านอาหาร

ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของข่าคือการใช้เป็น เครื่องเทศและวัตถุดิบประกอบอาหาร กลิ่นของข่าช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ให้กับอาหารไทยหลายชนิด

เมนูที่นิยมใช้ข่า ได้แก่

  • ต้มข่าไก่
  • ต้มยำ
  • ต้มแซ่บ
  • เครื่องแกง
  • น้ำพริก
  • ลาบและอาหารพื้นบ้านบางชนิด
  • แกงอ่อม
  • อาหารต้มที่ต้องการกลิ่นสมุนไพร

ข่าอ่อนสามารถหั่นหรือซอยรับประทานได้ง่ายกว่าเหง้าแก่ เนื่องจากมีเส้นใยน้อยกว่าและเนื้อไม่แข็งมาก

คุณค่าทางโภชนาการของข่า

ข่าเป็นวัตถุดิบที่มีคาร์โบไฮเดรตและใยอาหาร รวมถึงแร่ธาตุและวิตามินบางชนิด แต่ในการประกอบอาหารทั่วไปเรามักใช้ข่าในปริมาณไม่มาก เนื่องจากเป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นและรสค่อนข้างชัด

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ข่าส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มีใยอาหาร แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินซีในปริมาณหนึ่ง

ข่าเป็นสมุนไพรหรือไม่

ข่ามีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาไทยและประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน โดยมีการใช้เหง้าในตำรับพื้นบ้านหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ควรถูกตีความว่าข่าสามารถใช้รักษาโรคได้ทุกกรณี หากต้องการใช้ข่าในรูปแบบสมุนไพรเพื่อรักษาอาการหรือโรค ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร โดยเฉพาะผู้ที่กำลังใช้ยาอยู่เป็นประจำ

วิธีปลูกข่า

วิธีที่ง่ายที่สุดในการปลูกข่าคือ การใช้เหง้าหรือหน่อจากต้นเดิม เนื่องจากสามารถตั้งตัวได้เร็วกว่าการเริ่มจากเมล็ด

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • เหง้าหรือหน่อพันธุ์ข่า
  • ดินปลูกหรือพื้นที่แปลง
  • ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า
  • วัสดุคลุมดิน เช่น ฟางหรือใบไม้แห้ง
  • บัวรดน้ำ

การเลือกเหง้าข่าสำหรับปลูก

ควรเลือกเหง้าที่แข็งแรงและสมบูรณ์ ไม่มีอาการเน่า ไม่มีเชื้อรา และมีตาหรือหน่อที่พร้อมเจริญเติบโต

สามารถตัดแบ่งเหง้าเป็นชิ้น โดยแต่ละชิ้นควรมีตาหรือจุดเจริญที่สมบูรณ์ หากเป็นเหง้าที่มีหน่ออ่อนติดอยู่ จะช่วยให้เห็นทิศทางการปลูกได้ง่ายขึ้น

เตรียมดินปลูกข่าอย่างไร

ข่าชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำได้ดี ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายเป็นตัวเลือกที่เหมาะ

สูตรดินสำหรับปลูกในกระถางแบบง่าย

  • ดินปลูก 2 ส่วน
  • ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน
  • กาบมะพร้าวสับหรือแกลบดำ 1 ส่วน

สูตรไม่จำเป็นต้องตายตัว แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อรดน้ำแล้ว น้ำส่วนเกินต้องสามารถระบายออกได้ เพราะเหง้าข่าไม่เหมาะกับสภาพดินที่มีน้ำขังเป็นเวลานาน

ขั้นตอนการปลูกข่าลงดิน

  1. พรวนดินให้ลึกและร่วน
  2. ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่าลงในดิน
  3. ขุดหลุมให้มีขนาดเหมาะกับเหง้า
  4. วางเหง้าโดยให้ตาหรือหน่อหันขึ้นด้านบน
  5. กลบดินให้เหง้าอยู่ใต้ผิวดินเล็กน้อย
  6. รดน้ำให้ชุ่มหลังปลูก
  7. คลุมหน้าดินด้วยฟางหรือใบไม้แห้งบางๆ

ระยะปลูกข่าควรห่างเท่าไร

ข่าเป็นพืชที่แตกกอและขยายเหง้าออกด้านข้าง จึงต้องเผื่อพื้นที่สำหรับต้นในอนาคต

หากปลูกลงแปลง สามารถเว้นระยะประมาณ 50–100 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับว่าต้องการปล่อยกอใหญ่เพียงใด

หากปลูกชิดกันมากเกินไป เมื่อกอขยายตัวจะเบียดกันและทำให้การขุดเก็บเหง้าทำได้ยาก

ข่าชอบแดดหรือร่ม

ข่าสามารถเจริญเติบโตได้ทั้ง พื้นที่แดดและพื้นที่ร่มรำไร

ตำแหน่งที่ได้รับแดดหลายชั่วโมงต่อวัน มักช่วยให้ต้นเจริญและสร้างเหง้าได้ดี แต่ในประเทศไทยที่แดดแรงมาก ต้นที่ได้รับแสงกรองหรือมีร่มบางส่วนในช่วงบ่ายก็สามารถเติบโตได้ดี

ตัวอย่างพื้นที่ปลูกที่เหมาะ ได้แก่

  • ข้างบ้านที่มีแดดครึ่งวัน
  • สวนครัวกลางแจ้ง
  • ใต้ต้นไม้ที่มีแสงลอดถึง
  • แนวรั้วที่มีแดด

วิธีรดน้ำต้นข่า

ข่าชอบดินที่มีความชื้น แต่ไม่ควรมีน้ำขัง

ในช่วงแรกหลังปลูก ควรรักษาความชื้นของดินให้สม่ำเสมอ เพื่อช่วยกระตุ้นให้เหง้าแตกหน่อและสร้างรากใหม่

เมื่อต้นตั้งตัวแล้ว สามารถรดน้ำตามสภาพอากาศและความชื้นของดิน ไม่จำเป็นต้องรดตามตารางตายตัว

ฤดูร้อน

ตรวจดินบ่อยขึ้น เพราะดินสูญเสียน้ำเร็ว โดยเฉพาะต้นที่ปลูกในกระถาง

ฤดูฝน

หากดินยังชื้นไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำ สิ่งสำคัญกว่าคือการตรวจดูว่าพื้นที่มีน้ำขังหรือไม่

ข่าปลูกในกระถางได้ไหม

ปลูกได้ แต่ควรเลือกกระถางขนาดใหญ่ เนื่องจากข่ามีเหง้าที่ขยายออกด้านข้างและแตกหน่อเป็นกอ

กระถางควรมี

  • ความกว้างประมาณ 40–50 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ความลึกเพียงพอสำหรับระบบรากและเหง้า
  • รูระบายน้ำหลายจุด
  • ดินปลูกที่ไม่แน่น

เมื่อปลูกไปนานๆ และพบว่าเหง้าเต็มกระถาง ควรนำต้นออกมาแบ่งกอ แล้วปลูกกลับในกระถางใหม่

ใส่ปุ๋ยต้นข่าอย่างไร

ข่าเป็นพืชที่ตอบสนองต่อดินที่มีอินทรียวัตถุ จึงสามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยบำรุงได้

ตัวอย่างปุ๋ยที่ใช้ได้ ได้แก่

  • ปุ๋ยหมัก
  • ปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวดีแล้ว
  • ปุ๋ยอินทรีย์สำเร็จรูป
  • ปุ๋ยสำหรับพืชทั่วไปตามอัตราบนฉลาก

สามารถโรยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกรอบกอ แล้วพรวนดินเบาๆ หลีกเลี่ยงการขุดลึกจนทำให้เหง้าและรากเสียหาย

ไม่ควรใส่ปุ๋ยเข้มข้นมากเกินไป เพราะไม่ได้ทำให้เหง้าใหญ่เร็วขึ้นเสมอ และอาจสร้างความเสียหายต่อระบบรากได้

การพูนดินรอบกอข่ามีประโยชน์อย่างไร

เมื่อปลูกไปสักระยะ เหง้าบางส่วนอาจขยายขึ้นมาใกล้ผิวดิน สามารถเติมหรือพูนดินรอบกอเพื่อช่วยคลุมเหง้า และเพิ่มพื้นที่ให้รากเจริญ

ควรใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยหมัก และไม่กองดินสูงจนทับโคนต้นมากเกินไป

ข่าขยายพันธุ์อย่างไร

ข่าสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วย การแบ่งเหง้าหรือแยกหน่อ

วิธีแบ่งกอข่า

  1. เลือกกอที่แข็งแรงและมีหน่อหลายต้น
  2. ขุดดินรอบกออย่างระมัดระวัง
  3. ยกเหง้าขึ้นจากดิน
  4. ใช้มีดหรืออุปกรณ์สะอาดแบ่งเหง้า
  5. แต่ละส่วนควรมีตาหรือหน่อสมบูรณ์
  6. นำไปปลูกในตำแหน่งใหม่
  7. รดน้ำให้ชุ่มหลังปลูก

วิธีนี้ช่วยทั้งลดความแน่นของกอเดิม และเพิ่มจำนวนต้นข่าในสวนได้ในเวลาเดียวกัน

ข่าปลูกกี่เดือนจึงเก็บได้

ระยะเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับว่า ต้องการ ข่าอ่อนหรือข่าแก่ รวมถึงสายพันธุ์และสภาพการปลูก

ข่าอ่อนสำหรับใช้เป็นเครื่องเทศสามารถเริ่มมีเหง้าที่นำมาใช้ได้ภายในไม่กี่เดือน แหล่งข้อมูลด้านพืชเขตร้อนบางแห่งระบุว่า เหง้าอ่อนมีคุณภาพดีประมาณ 3 เดือนหลังปลูก

อย่างไรก็ตาม ในการปลูกเชิงเกษตรในประเทศไทย บางระบบปล่อยให้กอเติบโตประมาณ 8 เดือน ก่อนเริ่มเก็บผลผลิตในปริมาณมาก

ดังนั้นสำหรับการปลูกไว้รับประทานเอง ไม่จำเป็นต้องยึดจำนวนเดือนตายตัว เมื่อกอแข็งแรงและมีหน่อจำนวนมาก สามารถทดลองขุดบริเวณด้านข้าง เพื่อเลือกตัดเฉพาะเหง้าอ่อนบางส่วนมาใช้ แล้วเหลือกอหลักให้เจริญต่อได้

วิธีเก็บข่าโดยไม่ต้องถอนทั้งกอ

หากปลูกข่าไว้กินเอง ไม่จำเป็นต้องถอนทั้งต้นทุกครั้ง

  1. เลือกด้านหนึ่งของกอที่มีเหง้าขยายออกมา
  2. ใช้เสียมหรือมือเปิดดินอย่างระมัดระวัง
  3. เลือกตัดเหง้าที่มีขนาดเหมาะสม
  4. เหลือเหง้าหลักและต้นที่แข็งแรงไว้
  5. กลบดินกลับบริเวณเดิม
  6. รดน้ำหลังเก็บเกี่ยว

วิธีนี้ทำให้ต้นแม่สามารถเติบโต แตกเหง้าและสร้างหน่อชุดใหม่ต่อไปได้

ข่าอ่อนกับข่าแก่ต่างกันอย่างไร

ข่าอ่อน

  • เหง้ามีสีอ่อน
  • เนื้อค่อนข้างนุ่ม
  • เส้นใยน้อยกว่า
  • หั่นและซอยง่าย
  • เหมาะสำหรับใช้ประกอบอาหาร

ข่าแก่

  • เหง้าแข็งกว่า
  • มีเส้นใยมากขึ้น
  • กลิ่นค่อนข้างเข้ม
  • เหมาะกับเมนูที่ใช้ข่าทุบหรือเป็นเครื่องเทศ
  • สามารถนำส่วนที่มีตาสมบูรณ์ไปขยายพันธุ์ได้

ทำไมต้นข่าใบเหลือง

ใบเหลืองสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • น้ำขัง ทำให้รากและเหง้ามีปัญหา
  • ขาดน้ำ เป็นเวลานาน
  • ดินแน่น และระบายอากาศไม่ดี
  • ขาดธาตุอาหาร
  • กอแน่นเกินไป
  • ใบแก่ตามธรรมชาติ

หากมีเพียงใบล่างบางใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ในขณะที่ยอดใหม่ยังแข็งแรง อาจเป็นการแก่ของใบตามธรรมชาติ

แต่หากทั้งต้นเริ่มเหลืองและดินเปียกอยู่ตลอดเวลา ควรตรวจระบบระบายน้ำและสภาพเหง้าก่อนเพิ่มปุ๋ย

เหง้าข่าเน่าเกิดจากอะไร

ปัญหาที่ควรระวังมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ เหง้าเน่าจากสภาพดินแฉะหรือน้ำขัง

วิธีลดความเสี่ยง ได้แก่

  • ปลูกในดินที่ระบายน้ำดี
  • ยกแปลงในพื้นที่น้ำขังง่าย
  • อย่ารดน้ำมากเกินไป
  • ใช้เหง้าพันธุ์ที่ไม่มีอาการเน่า
  • หลีกเลี่ยงการทำให้เหง้าเกิดบาดแผลมากเกินไป
  • นำส่วนที่เน่าออกจากแปลง

แมลงศัตรูของข่ามีอะไรบ้าง

ข่าค่อนข้างเป็นพืชที่ดูแลง่าย แต่ก็สามารถพบแมลงหรือปัญหาได้ เช่น

  • หนอนกินใบ
  • เพลี้ยบางชนิด
  • หอยหรือทากในพื้นที่ชื้น
  • แมลงที่เข้าทำลายยอดอ่อน

ควรตรวจใบและยอดเป็นประจำ หากพบในจำนวนไม่มากสามารถเก็บออกด้วยมือ ตัดใบเสียหาย และรักษาพื้นที่ปลูกให้สะอาด

ข่าปลูกคู่กับต้นไม้อื่นได้ไหม

ข่าสามารถปลูกในสวนผสมได้ เนื่องจากทนต่อสภาพแสงรำไร จึงเหมาะกับพื้นที่ใต้ไม้ผลหรือบริเวณที่ได้รับแดดบางช่วง

อย่างไรก็ตาม ควรเผื่อพื้นที่สำหรับกอ เพราะเหง้าจะขยายออกด้านข้าง และไม่ควรปลูกชิดรากต้นไม้อื่นมากเกินไป

ปลูกข่าไว้ข้างบ้านมีข้อดีอย่างไร

  • เป็นเครื่องเทศที่ใช้ในอาหารไทยบ่อย
  • ปลูกครั้งเดียวสามารถแตกกอต่อเนื่องได้
  • ขยายพันธุ์จากเหง้าได้ง่าย
  • ไม่ต้องใช้พื้นที่ดูแลมากเมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้
  • เก็บเฉพาะเหง้าบางส่วนแล้วเหลือต้นไว้ต่อได้
  • ปลูกได้ทั้งแดดและร่มรำไร
  • เหมาะสำหรับสวนครัวแบบผสม

8 เคล็ดลับปลูกข่าให้แตกกอดีและมีเหง้าเยอะ

  1. เลือกเหง้าพันธุ์แข็งแรง มีตาหรือหน่อสมบูรณ์
  2. ใช้ดินร่วน มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำดี
  3. อย่าปลูกในพื้นที่น้ำขัง เพราะเหง้าอาจเน่า
  4. เผื่อพื้นที่ให้กอ ข่าขยายตัวออกด้านข้างมากพอสมควร
  5. รักษาความชื้น โดยเฉพาะช่วงแรกหลังปลูก
  6. คลุมดิน เพื่อช่วยเก็บความชื้นและลดวัชพืช
  7. เสริมปุ๋ยหมักเป็นระยะ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ
  8. แบ่งกอเมื่อแน่นเกินไป เพื่อให้ต้นมีพื้นที่สร้างเหง้าใหม่

สรุป

ข่า (Alpinia galanga) เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่เหมาะสำหรับปลูกไว้ในสวนครัว เพราะดูแลง่าย ขยายพันธุ์ด้วยเหง้า และเมื่อกอตั้งตัวแล้วสามารถให้หน่อและเหง้าใหม่ต่อเนื่อง

หัวใจของการปลูกข่าให้เจริญเติบโตดีคือ ดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี ได้รับความชื้นสม่ำเสมอ และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการแตกกอ ข่าสามารถปลูกได้ทั้งบริเวณแดดและร่มรำไร จึงเหมาะกับสวนครัวหลายรูปแบบ

สำหรับการปลูกไว้รับประทานเอง เมื่อต้นโตและกอแข็งแรงแล้ว สามารถเลือกขุดเหง้าบริเวณด้านข้างมาใช้ทีละส่วน โดยไม่จำเป็นต้องถอนทั้งกอ ทำให้มีข่าสดไว้ใช้ประกอบอาหารได้อย่างต่อเนื่อง

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข่า

1. ข่าปลูกกี่เดือนจึงเก็บเหง้าได้?

ระยะเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับว่าต้องการข่าอ่อนหรือข่าแก่ ข่าอ่อนสามารถเริ่มมีเหง้าที่นำมาใช้ได้ภายในไม่กี่เดือน ขณะที่การปลูกเพื่อให้ได้กอและผลผลิตมากอาจปล่อยไว้ประมาณ 8 เดือนหรือมากกว่า สำหรับการปลูกกินเองควรดูขนาดและความแข็งแรงของกอเป็นหลัก และสามารถขุดเก็บเฉพาะเหง้าด้านข้างได้

2. ข่าปลูกในกระถางได้ไหม?

ได้ แต่ควรใช้กระถางขนาดใหญ่ประมาณ 40–50 เซนติเมตรขึ้นไป เพราะข่ามีเหง้าใต้ดินที่ขยายออกด้านข้างและแตกหน่อเป็นกอ กระถางต้องมีรูระบายน้ำดี และเมื่อกอแน่นควรแบ่งกอหรือเปลี่ยนกระถาง

3. ข่าชอบแดดหรือร่ม?

ข่าสามารถปลูกได้ทั้งพื้นที่ที่ได้รับแดดและร่มรำไร ตำแหน่งที่มีแดดช่วงเช้าหรือแดดหลายชั่วโมงต่อวันเหมาะกับการปลูกในบ้าน หากปลูกในพื้นที่แดดจัดมาก ควรรักษาความชื้นของดินให้เพียงพอ แต่ต้องไม่ปล่อยให้มีน้ำขัง

ความคิดเห็น

×