พืชผักผลไม้ฤทธิ์เย็นและฤทธิ์ร้อน คืออะไร? เลือกกินอย่างไรให้เหมาะสม
พืชผักและผลไม้ เป็นส่วนสำคัญของอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารจากพืชหลายชนิดที่ร่างกายต้องการ การรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลาย
ร่วมกับอาหารกลุ่มอื่นอย่างสมดุล จึงเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพนอกจากมุมมองทางโภชนาการแล้ว ในศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมบางระบบ โดยเฉพาะ การแพทย์แผนจีน รวมถึงแนวทางสมุนไพรบางส่วนของการแพทย์แผนไทย ยังมีแนวคิดเรื่องอาหารหรือสมุนไพร "ฤทธิ์เย็น" "ฤทธิ์ร้อน" หรือ "ฤทธิ์อุ่น" เพื่อใช้ประกอบการเลือกอาหารให้เหมาะกับสภาพร่างกาย และสภาพแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม คำว่า "ร้อน" และ "เย็น" ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิของอาหารโดยตรง และไม่ได้เป็นระบบการจัดประเภทอาหาร ตามหลักโภชนาการหรือการแพทย์สมัยใหม่ จึงควรทำความเข้าใจในฐานะ แนวคิดของศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม มากกว่าการใช้วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง
พืชผักผลไม้ฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็น คืออะไร
ตามแนวคิดของศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม อาหารแต่ละชนิดอาจถูกมองว่ามีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น เย็น อุ่น ร้อน หรือเป็นกลาง
การแบ่งดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า อาหารที่นำออกจากตู้เย็นจะเป็นอาหารฤทธิ์เย็น หรืออาหารที่ต้มร้อนๆ จะเป็นอาหารฤทธิ์ร้อน แต่หมายถึงคุณสมบัติที่ศาสตร์ดั้งเดิมเชื่อว่า มีผลต่อสมดุลภายในร่างกาย
ที่สำคัญ รายการอาหารฤทธิ์ร้อนและเย็น อาจแตกต่างกันได้ตามตำรา สำนัก วิธีปรุงอาหาร และระบบการแพทย์ดั้งเดิมที่อ้างอิง จึงไม่มีรายการเดียวที่สามารถใช้เป็นมาตรฐานสากลได้ทั้งหมด
ฤทธิ์ร้อน-เย็น ไม่เหมือนกับคุณค่าทางโภชนาการ
อีกเรื่องที่มักเกิดความเข้าใจผิดคือ การนำคำว่า "ฤทธิ์ร้อน" หรือ "ฤทธิ์เย็น" มาแทนความหมายของสารอาหาร
ในทางโภชนาการ อาหารจะได้รับการประเมินจากองค์ประกอบ เช่น
- พลังงาน
- โปรตีน
- คาร์โบไฮเดรต
- ไขมัน
- วิตามิน
- แร่ธาตุ
- ใยอาหาร
- ปริมาณน้ำตาลและโซเดียม
- สารจากพืชชนิดต่างๆ
ดังนั้นผลไม้ที่ถูกจัดว่า "ฤทธิ์ร้อน" ตามศาสตร์ดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่าเป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และอาหารที่ถูกจัดว่า "ฤทธิ์เย็น" ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถรักษาโรคหรือแก้อาการอักเสบได้โดยตรง
พืชผักผลไม้ฤทธิ์เย็น
ในศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม อาหารฤทธิ์เย็นมักถูกอธิบายว่า เหมาะกับการช่วยปรับสมดุลเมื่อร่างกายมีลักษณะ "ร้อน" หรือในช่วงอากาศร้อน
ตัวอย่างอาหารที่มักพบว่าถูกจัดอยู่ในกลุ่มเย็น หรือค่อนข้างเย็นในตำราและแนวทางดั้งเดิมบางแหล่ง ได้แก่
ผลไม้และพืชที่มักจัดเป็นกลุ่มฤทธิ์เย็น
- แตงโม
- มะพร้าว
- มะเฟือง
- มังคุด
- สาลี่
ผักที่มักจัดเป็นกลุ่มฤทธิ์เย็น
- แตงกวา
- ฟักเขียว
- บวบ
- ผักกาดขาว
- ผักบุ้ง
- ตำลึง
สมุนไพรหรือพืชอื่นๆ ที่มักกล่าวถึง
- ใบบัวบก
- ว่านหางจระเข้
- น้ำมะพร้าว
รายการเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างตามแนวคิดดั้งเดิม การจัดประเภทอาจแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล จึงไม่ควรใช้เป็นรายการตายตัวสำหรับการรักษาอาการเจ็บป่วย
พืชผักผลไม้ฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์อุ่น
อาหารในกลุ่มฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์อุ่น มักถูกอธิบายในศาสตร์ดั้งเดิมว่า เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความอบอุ่น หรือเหมาะกับบุคคลที่มีลักษณะร่างกายไปทางเย็น
ผลไม้ที่มักจัดเป็นฤทธิ์ร้อนหรืออุ่น
- ทุเรียน
- ลำไย
- ลิ้นจี่
- ขนุน
ผักและสมุนไพรที่มักจัดเป็นฤทธิ์ร้อนหรืออุ่น
- ขิง
- ข่า
- กระชาย
- พริก
- พริกไทย
- กระเทียม
- หอมแดง
- กะเพรา
โดยเฉพาะ ขิง เป็นตัวอย่างที่มักพบในแนวทางอาหารของการแพทย์แผนจีน ว่าเป็นอาหารหรือสมุนไพรที่มีคุณสมบัติอุ่น
มีอาหารฤทธิ์เป็นกลางหรือไม่
ในแนวคิดการแพทย์ดั้งเดิมบางระบบ ไม่ได้แบ่งอาหารออกเป็นเพียงร้อนกับเย็นเท่านั้น แต่ยังมีอาหารที่ถูกจัดว่า เป็นกลาง หรือไม่ร้อนและไม่เย็นเด่นชัด
แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดอาหารตามศาสตร์ดั้งเดิมมีรายละเอียดมากกว่า การแบ่งทุกอย่างออกเป็นสองกลุ่ม
อาหารฤทธิ์ร้อนหมายถึงอาหารที่มีอุณหภูมิสูงหรือไม่
ไม่ใช่
น้ำขิงที่เย็นแล้ว ในแนวคิดดั้งเดิมก็ยังสามารถถูกจัดเป็นอาหารฤทธิ์อุ่นได้ ขณะที่แตงโมที่ไม่ได้แช่ตู้เย็น ก็ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มฤทธิ์เย็นในหลายตำรา
ดังนั้นคำว่า "ร้อน" และ "เย็น" จึงเป็นภาษาที่ใช้บรรยายคุณสมบัติของอาหาร ตามทฤษฎีดั้งเดิม ไม่ใช่อุณหภูมิที่วัดด้วยเทอร์โมมิเตอร์
วิธีปรุงอาหารมีผลต่อฤทธิ์ร้อน-เย็นหรือไม่
ในแนวคิดการแพทย์ดั้งเดิมบางระบบ วิธีปรุงอาหาร เช่น การต้ม ตุ๋น ย่าง ทอด หรือการเติมสมุนไพรและเครื่องเทศ อาจถูกมองว่ามีผลต่อคุณสมบัติของอาหาร
ตัวอย่างเช่น อาหารที่ปรุงด้วยขิง พริก หรือพริกไทย อาจถูกมองว่ามีคุณสมบัติอุ่นขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์อาหารแบบดั้งเดิม ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง "ฤทธิ์ร้อน-เย็น" ที่มีมาตรวัดทางวิทยาศาสตร์แบบเดียวกับ แคลอรี วิตามิน หรือแร่ธาตุ
ควรเลือกกินอาหารฤทธิ์ร้อนหรือเย็นอย่างไร
หากต้องการนำแนวคิดดั้งเดิมมาใช้กับชีวิตประจำวัน วิธีที่เหมาะสมคือใช้เป็นเพียงส่วนประกอบในการเลือกอาหาร โดยไม่ละเลยหลักโภชนาการทั่วไป
หลักง่ายๆ ได้แก่
- รับประทานอาหารให้หลากหลาย
- ไม่รับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป
- เลือกรับประทานผักและผลไม้หลายสี
- คำนึงถึงปริมาณน้ำตาลในผลไม้
- ควบคุมอาหารเค็ม หวาน และไขมันสูง
- เลือกอาหารให้เหมาะกับโรคประจำตัวและคำแนะนำของแพทย์
อากาศร้อนควรกินอะไร
ในช่วงอากาศร้อน สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ และเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม
ผักและผลไม้ที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบสูง เช่น
- แตงโม
- แตงกวา
- มะเขือเทศ
- ส้ม
- สับปะรด
- ผักใบต่างๆ
สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารในช่วงอากาศร้อนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้รักษา ภาวะลมแดดหรือ Heat Stroke ได้
หากมีอาการตัวร้อนมาก สับสน หมดสติ หรือสงสัยภาวะลมแดด ควรได้รับการดูแลทางการแพทย์ทันที ไม่ควรใช้สมุนไพรหรืออาหารแทนการรักษา
อากาศเย็นกินอาหารฤทธิ์ร้อนได้ไหม
อาหารและเครื่องดื่มอุ่น เช่น ซุป ข้าวต้ม หรือเครื่องดื่มที่มีขิง สามารถช่วยให้รู้สึกอบอุ่นและสบายในช่วงอากาศเย็นได้
แต่ในทางโภชนาการ สิ่งสำคัญยังคงเป็นความสมดุลของอาหารโดยรวม ไม่จำเป็นต้องรับประทานเฉพาะอาหาร ที่ถูกจัดว่าเป็นฤทธิ์ร้อนเท่านั้น
หลักโภชนาการสมัยใหม่แนะนำอย่างไร
เมื่อมองในมุมโภชนาการสมัยใหม่ หลักสำคัญของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ได้แบ่งผักและผลไม้จากฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์เย็น แต่ให้ความสำคัญกับ ความหลากหลาย ความสมดุล และปริมาณที่เหมาะสม
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้รับประทานผักและผลไม้ มากกว่า 400 กรัมต่อวัน สำหรับประชากรทั่วไป เพื่อช่วยให้ได้รับใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิด
กินผักผลไม้ให้หลากสีดีกว่าเลือกเฉพาะฤทธิ์หรือไม่
ในทางโภชนาการ การเลือกผักและผลไม้ให้หลากหลายชนิดและหลากสี เป็นแนวทางที่ง่ายและมีประโยชน์ เพราะพืชแต่ละชนิดมีสารอาหารแตกต่างกัน
สีเขียว
เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง บรอกโคลี ให้วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารจากพืชหลายชนิด
สีส้มและเหลือง
เช่น แครอต ฟักทอง มะละกอ มักมีสารกลุ่มแคโรทีนอยด์
สีแดง
เช่น มะเขือเทศ แตงโม พริกแดง มีสารจากพืชหลายชนิดแตกต่างกันไปตามชนิด
สีม่วงและน้ำเงิน
เช่น องุ่นม่วง มะเขือม่วง และผลไม้สีม่วงบางชนิด มีสารสีธรรมชาติในกลุ่มแอนโทไซยานิน
จึงไม่จำเป็นต้องเลือกรับประทานเฉพาะผักหรือผลไม้ ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มฤทธิ์ใดฤทธิ์หนึ่ง
ผลไม้มีประโยชน์ แต่กินไม่จำกัดได้หรือไม่
แม้ผลไม้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่ผลไม้หลายชนิดมีน้ำตาลตามธรรมชาติ จึงควรรับประทานในปริมาณเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
การรับประทานผลไม้ทั้งผล โดยทั่วไปช่วยให้ได้รับใยอาหารมากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ และทำให้อิ่มได้ดีกว่า
ผักและผลไม้สดควรล้างอย่างไร
นอกจากเลือกชนิดของผักและผลไม้แล้ว ความสะอาดและความปลอดภัยของอาหาร ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ผักและผลไม้สดสามารถมีดิน สิ่งสกปรก หรือจุลินทรีย์ติดอยู่บนพื้นผิว จึงควรทำความสะอาดก่อนรับประทานหรือประกอบอาหาร
วิธีล้างผักและผลไม้แบบง่าย
- ล้างมือก่อนเตรียมอาหาร
- ตัดส่วนที่ช้ำ เสีย หรือเน่าออก
- ล้างผักและผลไม้ใต้น้ำสะอาดไหลผ่าน
- ใช้มือถูผิวเบาๆ ขณะล้าง
- ผลไม้ผิวแข็ง เช่น แตงกวา สามารถใช้แปรงสะอาดช่วยขัดได้
- สะเด็ดน้ำหรือเช็ดด้วยผ้าหรือกระดาษสะอาด
- ล้างแม้กระทั่งผลไม้ที่ต้องปอกเปลือก ก่อนนำมีดมาตัด
ต้องใช้น้ำยาล้างผักหรือสบู่หรือไม่
ไม่ควรใช้สบู่ น้ำยาล้างจาน หรือสารซักล้างทั่วไปกับผักและผลไม้
เนื่องจากผิวของพืชบางชนิดมีรูพรุน สารทำความสะอาดอาจตกค้างหรือซึมเข้าไปได้
สำหรับการล้างทั่วไป น้ำสะอาดไหลผ่านพร้อมกับการถูพื้นผิว ถือเป็นวิธีพื้นฐานที่เหมาะสม
ต้องแช่น้ำเกลือหรือน้ำส้มสายชูหรือไม่
หลายครอบครัวนิยมแช่ผักในน้ำเกลือ หรือน้ำส้มสายชูก่อนรับประทาน แต่สำหรับการทำความสะอาดผักและผลไม้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดังกล่าวแทนการล้างด้วยน้ำสะอาดไหลผ่าน
สิ่งสำคัญคือการล้างให้ทั่วถึง และต้องเข้าใจว่าการล้างช่วยลด สิ่งสกปรกและจุลินทรีย์บนพื้นผิวได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนทุกชนิดได้ 100%
ผักที่ระบุว่า Ready-to-eat ต้องล้างซ้ำไหม
ผักบรรจุถุงบางชนิดอาจระบุว่า "Pre-washed" หรือ "Ready-to-eat" หมายถึงผู้ผลิตได้ล้างมาแล้วตามกระบวนการของผลิตภัณฑ์
ควรอ่านคำแนะนำบนฉลาก และเก็บรักษาตามอุณหภูมิที่กำหนด โดยเฉพาะผักสดตัดแต่งซึ่งควรเก็บในตู้เย็น
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษในการเลือกอาหาร
แม้ผักและผลไม้จะเป็นส่วนสำคัญของอาหารสุขภาพ แต่บางคนอาจมีข้อจำกัดเฉพาะ
- ผู้ที่แพ้อาหารหรือพืชบางชนิด
- ผู้ที่เป็นโรคไตและต้องควบคุมโพแทสเซียม
- ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดซึ่งมีข้อจำกัดด้านอาหาร
- ผู้ที่มีโรคระบบทางเดินอาหารบางประเภท
บุคคลกลุ่มดังกล่าวควรให้ความสำคัญกับ คำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร มากกว่าการเลือกอาหารจากการแบ่งฤทธิ์ร้อนหรือเย็นเพียงอย่างเดียว
7 หลักง่ายๆ ในการเลือกกินพืชผักและผลไม้
-
กินให้หลากหลาย
ไม่ควรรับประทานผักหรือผลไม้เพียงไม่กี่ชนิดซ้ำๆ -
เลือกหลากสี
พืชแต่ละสีมีองค์ประกอบและสารอาหารแตกต่างกัน -
รับประทานในปริมาณเหมาะสม
โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง -
เน้นอาหารสดและผ่านการแปรรูปน้อย
ลดอาหารที่เติมน้ำตาล เกลือ หรือไขมันมากเกินไป -
ล้างก่อนรับประทาน
โดยใช้น้ำสะอาดไหลผ่านและไม่ใช้สบู่ -
ใช้แนวคิดร้อน-เย็นอย่างเหมาะสม
หากสนใจศาสตร์ดั้งเดิมสามารถนำมาใช้ประกอบการเลือกอาหาร แต่ไม่ควรใช้แทนหลักโภชนาการหรือการรักษาทางการแพทย์ -
มีอาการผิดปกติควรหาสาเหตุ
ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากร่างกาย "ร้อน" หรือ "เย็น" แล้วรักษาด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว
สรุป
แนวคิดเรื่อง พืชผักผลไม้ฤทธิ์เย็นและฤทธิ์ร้อน พบได้ในศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม โดยเฉพาะการแพทย์แผนจีน และมีแนวคิดใกล้เคียงในการใช้สมุนไพรของการแพทย์แผนไทยบางส่วน
อาหารที่มักถูกจัดเป็นฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม แตงกวา ฟักเขียว และผักบางชนิด ส่วนอาหารที่มักถูกจัดเป็นฤทธิ์ร้อนหรืออุ่น เช่น ขิง ข่า พริก พริกไทย ลำไย และทุเรียน แต่รายการดังกล่าวอาจแตกต่างกันตามตำราและระบบการแพทย์ที่อ้างอิง
ในมุมโภชนาการสมัยใหม่ สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกว่าอาหารชนิดใดร้อนหรือเย็นคือ การรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลาย ในปริมาณเหมาะสม ร่วมกับอาหารครบหมู่ และคำนึงถึงสุขภาพของแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ควรล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำสะอาดไหลผ่าน ก่อนนำมารับประทานหรือประกอบอาหาร ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่หรือน้ำยาล้างจาน และหากมีโรคประจำตัวหรือมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ แทนการใช้อาหารฤทธิ์ร้อนหรือเย็นเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. อาหารฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็นมีจริงหรือไม่?
การแบ่งอาหารเป็นฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็น เป็นแนวคิดที่ใช้ในศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม เช่น การแพทย์แผนจีน แต่ไม่ได้เป็นระบบการแบ่งอาหารตามหลักโภชนาการหรือการแพทย์สมัยใหม่ จึงสามารถศึกษาเป็นภูมิปัญญาด้านอาหารได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือรักษาโรค
2. ถ้ารู้สึกร้อนในร่างกาย ควรกินอาหารฤทธิ์เย็นอย่างเดียวหรือไม่?
ไม่จำเป็น ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและสมดุล หากอากาศร้อนควรให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความร้อนจัด และรับประทานผักผลไม้หลายชนิด หากมีไข้หรืออาการผิดปกติต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรรักษาด้วยอาหารฤทธิ์เย็นเพียงอย่างเดียว
3. วิธีล้างผักและผลไม้ที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร?
วิธีพื้นฐานที่แนะนำคือ ล้างผักและผลไม้ให้ทั่วใต้กระแสน้ำสะอาด พร้อมใช้มือถูพื้นผิวเบาๆ สำหรับผลไม้หรือผักผิวแข็งสามารถใช้แปรงสะอาดช่วยขัดได้ ไม่ควรใช้สบู่ น้ำยาล้างจาน หรือสารซักล้างทั่วไป และควรล้างก่อนปอกหรือตัดเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกจากผิวเข้าสู่เนื้อด้านใน




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
ใส่คำแนะนำในส่วนนี้ได้เลยค่ะ